"พ่อ อันเป็นที่รัก"
posted on 04 Aug 2009 12:35 by roulette
อำเภอหนึ่ง ใน จ.พระนครศรีอยุธยา
ฉันกำลังจะจบชั้นประถมศึกษาปี่ที่ 6 เพื่อนหลายคนเลือกสอบเข้าเรียนต่อในตัวเมือง ทุกคนแสนดีใจ ที่จะได้ขึ้นรถไฟไปเรียน ทุกคนแสนดีใจที่จะได้เปิดหูเปิดตาไปกับตัวเมืองใหญ่ ซึ่งแน่นอน เมื่อเรียนเสร็จ ทางผ่านเพื่อโดยสารรถไฟกลับบ้าน จะเต็มไปด้วยห้างร้านต่างๆ มากมาย
รถกระบะกลางเก่ากลางใหม่ พ่อเป็นคนขับ แม่นั่งเคียงข้างเป็นตุ๊กตาหน้ารถ ส่วนฉัน พี่สาว และเพื่อนๆ วัยรุ่นราวคราเดียวกันอีก 4 ชีวิต เฮฮาสนุกสนานกันอยู่ท้ายกระบะ
พ่อเป็นที่รักของเพื่อนบ้านในระแวกใกล้เคียง พ่อใจดี มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เพื่อนบ้านทุกคนให้ความไว้ใจในการให้ลูกหลานของตัวเอง ได้ไปเที่ยวกับรถกระบะคันนี้ พ่อคิดเสมอว่าเพื่อนลูก ก็เหมือนลูกตัวเอง ครั้งนี้ก็เช่นกัน
"ใครจะไปเล่นน้ำบ้าง" พ่อตะโกนดังลั่นซอย และไม่ลืมที่จะหยิบห่วงยาง 4 ห่วง หากมันคือยางใจรถยนตร์ดีๆ นี่เอง ซึ่งพ่อเพียรพยายามหาซื้อมาไว้สำหรับให้พวกเราได้เล่น
...................................................................................
ฉันและเพื่อนๆ เล่นน้ำกันด้วยความสนุกสนาน พ่อดำผุดดำว่ายคอยดูพวกเราอยูด่ไม่ห่าง โดยเฉพาะฉัน ซึ่งว่ายน้ำไม่เป็นอยู่คนเดียว พ่อจะรีบเข้าไปฉุดดึงทุกครั้ง เมื่อฉันล้ำเส้นไปยังน้ำลึก ยามหิวเราก็วิ่งขึ้นไปยังเสื่อที่แม่ปูรอไว้พร้อมเสบียงมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ลูกชิ้นทอด ไก่ย่าง หมูย่าง ตบท้ายด้วยข้าวเหนียวอุ่นๆ ของหนักที่ช่วยให้เราอิ่ม ทดแทนพลังงานที่หายไปกับสายน้ำ
....................................................................................
เพื่อนๆ ทุกคนแยกย้ายกันเข้าบ้านไปหมดแล้ว แต่ครอบครัวของเรา พ่อของฉัน แม่ของฉัน พี่สาวของฉัน และน้องสาวของฉัน เราทั้ง 5 ยังคงมีความสุขกับการขัด การถู ทำความสะอาดรถกระบะคันงาม ที่เป็นเสมือนสมาชิกในครอบครัว
.....................................................................................
เดือนมีนาคม ปีพ.ศ 2535
ท่ามกลางความมืดมิด ลมสงบนิ่ง หากแต่คืนนี้หนาวจับใจเหลือเกิน... 2 ทุ่ม พ่อในชุดทำงานสีเทาอ่อน แห่งบริษัทปูนซีเมนต์ไทย บริษัทที่ได้ชื่อว่ามีผลกำไรเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ เดินเข้ามาในบ้านอันแสนสุข สองมือโอบลังกระดาษ
"อ้าวพี่ มาได้ไง งานเลิกเที่ยงคืนไม่ใช่เหรอ" แม่ถามขึ้น เพราะเห็นว่าพ่อเพิ่งออกไปทำงานตอน 4 โมงเย็น
"ลามา 2 ชั่วโมง พอดีเพื่อนพี่เอามะม่วงมันจากระยองมาฝาก เลยเอามาให้เธอกับลูกๆ ก่อน" พ่อตอบพลางเอื้อมมือดึงน้องสาวคนเล็กสุดวัยอนุบาล มานั่งที่ตัก"
"ไหนดูสิ หน้าใครเหมือนพ่อที่สุด"
"หนู" เราทั้ง 3 คน ตอบขึ้นพร้อมกันโดยไม่ลังเล ประหนึ่งเห็นเป็นเรื่องสนุก ที่ถ้าใครหน้าเหมือนพ่อที่สุด ก็จะได้รับความรักมากตามลำดับ หากปล่าวเลย เพราะในความเป็นจริง พ่อรักลูกทุกคนอย่างเท่าเทียม พ่อมักจะให้สิ่งที่ดีที่สุด และเหมาะสมกับพวกเรา ไม่เคยมีครั้งไหนที่เราเห็นว่าพ่อลำเอียง
เรานั่งล้อมวงคุยกันตามประสาพ่อแม่ลูก หยอกล้อเคล้าเสียงหัวเราะ ในห้องนอนสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่อบอวลไปด้วยความรัก ความอบอุ่นอย่างเปี่ยมล้น บทสนทนาเรื่องการเรียนต่อของฉัน เป็นหนึ่งในนั้น พี่สาววัยมัธยมต้น เพียรเล่าเรื่องความสนุกสนาน กิจกรรมการเรียน ในโรงเรียนหญิงล้วนประจำจังหวัดอย่างออกรส
เวลาต่อมา
"พ่อต้องไปทำงานต่อแล้ว" พ่อเอ่ยขึ้นในขณะที่มือค่อยๆ ยันกายลุกขึ้น เรา 4 คนแม่ลูก เดินออกมาส่งหน้าบ้าน
"รถกระบะจะซ่อมเสร็จเมื่อไหร่ ช่วงนี้ฝนตกบ่อย" แม่ถามย้ำพลางส่งร่มให้พ่อ
"คงเป็นมะรืนนั่นแหละ" พ่อตอบในขณะที่ตัวค่อมอยู่บนเบาะรถมอเตอร์ไซต์ พร้อมออกตัวทันทีเมื่อพูดจบ
แม่นอนอยู่บนเตียง เว้นที่นอนด้านข้างไว้สำหรับสามีสุดที่รัก ส่วนฉันนอนอยู่ด้านล่างบนฟูกหนานุ่ม กับตุ๊กตาหมีตัวน้อยที่พ่อซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด พี่สาวและน้องสาว ออดอ้อนให้ยายมารับไปนอนที่บ้านฝั่งตรงข้าม
ราวตีหนึ่งเห็นจะได้ ฉันสะดุ้งตื่น ขณะลืมตามองความมืด ได้ยินเสียงคนเคาะประตูหน้าบ้านชัดเจน
ฉันยังคงลืมตามองความมืด ได้ยินเสียงฝีเท้าของแม่ที่เดินออกไปเปิดประตู รับผู้มาเยือนกลางดึก
ฉันไม่รู้ว่าแม่พูดคุยกับผู้มาเยือนกลางดึกว่าอย่างไร หากสักพักแม่ถึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาเปิดไฟ และเปลี่ยนเสื้อผ้าออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
......................................................................................
ราวตีสาม เสียงจอแจของผู้คนหน้าบ้านฟังไม่ได้สัพ มันค่อยๆ ดังเข้ามาในโสตประสาท ฉันยังคงนอนทอดร่างในความมืด... น้ำตาค่อยๆคลอเบ้า นี่เขาคุยอะไรกัน... ทำไมฉันไม่ออกไป... ทำไมฉันอยากหยุดเวลาแห่งความมืดในค่ำคืนนี้ ให้คงอยู่แบบนี้ตลอดไป ทำไมแขนขาไร้เรี่ยวแรง คล้ายมีอะไรกดทับประสาทให้อยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น
"จ๊ะอยู่ไหน จ๊ะอยู่ไหน" เสียงร้องเรียกหาฉันของแม่ พร้อมๆ กับเสียงปิดประตูรถยนต์ หากในน้ำเสียงนั้นของแม่ มีเสียงสะอื้นแฝงอยู่
เสียงฝีเท้าของใครหลายคน ใกล้เข้ามา ใกล้เข้า...ประตูห้องนอนเปิดออก ไฟสว่างทั่วห้อง แม่ พี่สาว และน้องสาว โผเข้ามากอดฉัน
"พ่อตายแล้วลูก พ่อตายแล้วลูก พ่อตายแล้วลูก" แม่พูดอยู่ประโยคเดียว ประโยคเดียวจริงๆ
เรา 4 คนแม่ลูก กอดกันร้องไห้...เนิ่นนาน... จนยายต้องเข้ามาปลอบ และให้ไปเตรียมตัวรับศพพ่อ ที่กำลังมาถึงยังวัดใกล้บ้าน
กลิ่นธูป โลงศพ ดอกไม้สด เสียงร่ำไห้ และร่างที่ปราศจากลมหายใจของ "พ่อ อันเป็นที่รัก" อยู่กับเรา 4 คืน 5 วัน"
ฉันกำลังจะจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อนหลายคนเลือกสอบเข้าศึกษาต่อในตัวเมือง ทุกคนแสนดีใจที่จะได้ขึ้นรถไฟไปเรียน ทุกคนแสนดีใจที่จะได้เปิดหูเปิดตาไปกับตัวเมืองใหญ่ ซึ่งแน่นอน เมื่อเรียนเสร็จ ทางผ่านเพื่อโดยสารรถไฟกล้บบ้าน จะเต็มไปด้วยห้างร้านต่างๆมากมาย ...แต่ฉันกำลังเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนมัธยมแถวบ้าน ไม่มีการสอบเข้า ไม่มีการดีใจ ไม่มีการขึ้นรถไฟ ไมมีห้างร้างต่างๆ มากมายให้ผ่าน...
Ps . เขียนเรื่องนี้มา 2 ปีแล้วค่ะ คิดอยู่หลายตลบว่าจะเอาเรื่องนี้ประเดิม exteen ดีมั้ย พอไปอ่านบล็อคสมาชิกท่านอื่น กำลังใจเลยมาเพียบ เอาว่ะ !!! ไม่ลองไม่รู้
ณ จ๊ะ
